วันนี้ผมจะมาพูดถึงประเด็นเรื่องการเห็นแก่ตัวกันครับ ที่อยากพูดไม่ใช่อะไร มันเป็นลักษณะนิสัยของผมโดยตรงเลยล่ะครับ ก็เลยอยากมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องความเห็นแก่ตัวซักหน่อย

ใครที่เจอคนมาหลากหลายน่าจะเคยเห็นพวกเห็นแก่ตัวสุด ๆ หรือพวกเห็นแก่คนอื่นสุด ๆ ผมว่าคนแต่ละลักษณะนิสัยก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป อย่างพวกที่เห็นแก่คนอื่นมาก ๆ พวกนี้ผมมองว่าเขาจะคิดออกนอกมาก ห่วงนู่นห่วงนี่ไปหมด คนนั้นคนนี้กินข้าวหรือยัง สบายดีหรือเปล่า หรือว่าถ้าพูดไปแบบนี้เขาจะโกรธไหม ถ้าเขาโกรธเราก็ต้องไปขอโทษ ฯลฯ ทำให้ต้องไปทุกข์ร้อนกับเรื่องของคนอื่นอยู่บ่อย ๆ แต่ข้อดีของพวกนี้ เขามักจะเป็นที่รักของคนหลายคน(แต่อาจจะเป็นที่รำคาญแทนก็ได้ ถ้ามากเกินไป)

ส่วนพวกเห็นแก่ตัวผมมองว่าเขาจะมีนิสัย”ช่างมัน”เก่งแฮะ แบบว่าอันไหนไม่ใช่เรื่องของเราก็จะช่างมันไปเลย ไม่สนใจใยดีทั้งสิ้น มักจะคิดถึงแต่ตัวเองมาก ข้อดีก็คือเขาไม่ต้องไปทุกข์ร้อนอะไรกับใครเท่าไหร่ แต่ข้อเสียคืออาจจะมีปัญหาทางด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเพราะว่าไม่ใส่ใจกับคนอื่นเท่าไหร่

ในเมื่อคนที่มีนิสัยเห็นแก่ตัวเป็นพื้นนิสัยต้องการจะปรับปรุงตัวเองควรจะทำอะไรล่ะ

ผมมีความเห็นว่าน่าจะปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ โดยมองว่าการทำความดีหรือการช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นการฝึกฝนตนเอง

อย่างเวลาปกติที่ต้องช่วยคนอื่นทำงาน เราอาจจะเหนื่อย อาจจะไม่อยากทำ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นการคิดว่า ถ้าทำแล้วมันจะทำให้เราพัฒนาขึ้นมาได้(ไม่ได้คิดจะช่วยคนอื่น แต่คิดว่าจะทำเพื่อตัวเอง) ผมว่าแบบนี้มันจะช่วยจูงใจให้เราสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้มากขึ้น

อีกอย่างก็ลองนึกถึงเป้าหมายของตัวเราซักอย่าง แล้วดึงให้มันมาสัมพันธ์กันให้ได้

อย่างสมัยก่อนเวลาผมโดนเรียกไปสวดมนต์ผมจะขี้เกียจมาก แล้วก็จะเบี้ยวตลอด แต่พอมาพักหลังผมเพิ่งมาคิดได้ว่า “เออ ไอ้เรามันเป็นพวกชอบร้องเพลงนี่หว่า สวดมนต์ให้ดี ๆ มันก็เหมือนฝึกร้องเพลงเหมือนกัน” พอคิดได้แบบนั้นผมก็หันมาสวดมนต์แบบเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง(ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวโดยตรง แต่ผมยกประเด็นนี้มาประยุกต์ใช้)

ดังนั้นถ้าสมมติว่าคุณคิดอยากจะทำงานให้ได้ตำแหน่งสูง ๆ ให้ได้เงินดี ๆ คุณก็คิดซะว่าการช่วยคนอื่นมันเป็นการฝึกฝนตัวเองให้มีทักษะในการอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ดี แล้วมันก็จะช่วยให้ชนะใจคนอื่นได้มากขึ้น มันก็จะทำให้คุณพยายามที่จะทำเพื่อคนอื่นให้มากขึ้นเอง จะเรียกว่าใช้ความเห็นแก่ตัวเพื่อลดความเห็นแก่ตัวก็ได้

ผมก็ลองยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพนะครับ ส่วนท่านไหนจะลองปรับใช้อะไรอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่านเลยครับ

สำหรับวันนี้ก็แค่นี้แหละครับ ไว้เจอกันใหม่บทความหน้าครับ

Comment

Comment:

Tweet

พยายามคิดในแง่บวกอย่างที่บอก ถ้าเราเปลี่ยนเป็นการคิดว่า ถ้าทำแล้วมันจะทำให้เราพัฒนาขึ้นมาได้แต่วันนี้ มันกลับทำร้ายตัวเอง และสุขภาพอีกครั้ง ไม่ได้ทานข้าวกลางวัน มากินข้าวกลางวัน ตอนหนึ่งทุ่ม รวบเป็นมื้อเย็น ตอนนี้พะอืดพะอมเหมือนจะอ้วก  มันเหนื่อยมากๆ ตอนนั้นที่ทำไปเพราะในใจเพียงคิดว่า อยากให้งานมันเดินไปได้ทั้งระบบ เพราะถ้าออกงานชิ้นนั้นไปชิ้นเดียว มันไม่แฟร์ ไม่รู้จะมีใครเข้าใจเราบ้างหรือเปล่า กลับบ้านมืดมาสามวัน สงสารแม่ นั่งคอยเราทุกวัน ฉันอยากเป็นคนเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ทำไม่ได้สักที

#3 By อ้อย (171.96.244.49|171.96.244.49) on 2014-07-17 22:25

ผมว่าทุกวันนี้คนเรามีความเห็นแก่ตัวกันทุกคน เพียงแต่เราเลือกที่มองเห็นจุดจุดนั้นของคนคนนั้นหรือไม่ ในบางคราวที่เรามีมุมมองในแง่ไม่ดีกับใครบางคนนั้นแล้วก้อยิ่งทำให้เราพยายามหาข้อเสียของคนคนนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว เห็นแก่ตัวบ้างล่ะ จุ้นไม่เข้าเรื่องบ้างล่ะ ข้ามหน้าข้ามตาเพื่อนร่วมงานบ้างล่ะ แต่กลับกันคนที่เรารู้สึกดีๆอยู่แล้ว กลับคิดซะว่าทุกคนก็ทำ ช่างมันเหอะ เป็นซะยังงั้น สำหรับผมยากมากที่จะยืนในจุดกึ่งกลางระหว่างวางเฉยกับยุ่งไปซะทุกเรื่อง ในบางมุมอาจต้องทำตัวมึนเดินออกไปจากปัญหาตรงนั้น

#2 By KiM (182.52.68.131) on 2012-04-18 09:40

ก่อนอื่น ช่วงนี้ไม่ค่อยได้มีโอกาสเข้าบล๊อกตัวเอง เลยไม่รู้ว่าไคริวราม่อนมาแชร์คอมเมนต์กันด้วย ขอบคุณคอมเมนต์มากๆจ้าconfused smile

ส่วนเรื่องที่จะเมนต์เนี่ย ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเข้ากับหัวข้อไหมนะ
ฉันเนี่ย มักจะเจอไอ้คนจำพวกนึง ส่วนมากมักจะเป็นผู้หญิง(ไม่ได้เหมารวมนะ คนที่ไม่เป็นก็มี แต่คนที่เป็นแบบนี้มันน่าโมโห) ประเภทพอมีงานที่ต้องใช้แรง จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ จะโอดโอยอ้างเหตุว่าตัวเองเป็นผู้หญิง ไม่ทำ เที่ยวสั่งให้คนอื่นมาทำ ทั้งๆที่งานมันเกี่ยวกับตัวเอง พอคนที่โดนตัวสั่งไม่ทำหรือทำเฉย ก็จะด่าว่าเห็นแก่ตัวบ้างละ ไม่เสียสละบ้างละ ไม่มีน้ำใจบ้างละ

ฉันว่าบางทีคำว่าเห็นแก่ตัวน่ะ ก่อนตีความดูก่อนว่าออกจากปากไอ้คนประเภทไหนด้วยก็ดีนะ

#1 By Tarurotte' on 2011-12-07 11:05