Article

                สวัสดีครับ ไม่ได้เขียนบล็อกมาพักใหญ่ ๆ แล้ว พักนี้ผมก็เรื่อยเปื่อยไปตามสภาพเหมือนเดิม ช่วงนี้ก็วน ๆ อยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตนั่นแล

                ประเด็นที่ผมอยากเขียนวันนี้คือคำว่า”โลกสวย” ผมเห็นบ่อยมากเวลามีคนโพสต์กระทู้หรือว่าตั้งสเตตัสอะไรแบบนี้ พอมีคนมาแสดงความเห็นในเชิงแง่ดีหน่อย(มันก็ไม่เชิงแฮะ แต่นึกไม่ออกว่าจะใช้คำไหนแทนคำว่าโลกสวยดี) ก็จะมีบางคนชอบมาแสดงความเห็นประมาณว่า “ไอ้พวกโลกสวยเอ๊ย” แล้วก็หัวเราะ(ในความรู้สึกผมก็คือเหมือนคนที่คอมเมนต์แนวนี้โดนดูถูกนั่นแหละ)

                เรื่องของเรื่องคือ ผมเป็นพวกชอบสวนกระแสหน่อย ๆ พอเห็นคนด่าคนว่าโลกสวยกันเยอะ ๆ ผมก็เลยรู้สึกต่อต้านขึ้นมาว่า”โลกสวยมันผิดตรงไหนฟระ” อาจจะเพราะผมเป็นพวกชอบมองโลกในแง่ดีหน่อยก็ได้ล่ะมั้ง(ผมเป็นพวกโลกสวยนั่นแหละ)

                จริงอยู่ที่โลกนี้มันไม่ได้มีแค่ด้านดี ด้านชั่วมันก็มีมากมาย  เหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นมา ผมก็ว่ามันมีทั้งแง่ดีและแง่ร้ายนั่นแหละ ผมว่าคนที่สามารถมองโลกให้สวยได้นี่มันจะมีความสุขนะ เรื่องร้าย โลกมืด โลกขี้เหร่ อะไรก็ตามแต่ เขาก็ยังมองเห็นความสวยงามได้อยู่

                การมองโลกในแง่ดีสำหรับผมแล้ว ไม่ใช่การปฏิเสธความจริงนะ แต่ว่าเป็นการมองโลกให้เรารู้สึกว่ามีแรงจูงใจ มีความสุขมากขึ้น ถ้าเรามองทุกอย่างมืดมนไปหมด หาอะไรดีในโลกนี้ไม่ได้แล้ว เราจะอยากมีชีวิตอยู่ เราจะอยากทำอะไรดี ๆ ต่อไปไหม เราจะมีความสุขไหม เราจะอยากให้คนอื่นมีความสุขไหม

                สรุปว่าทั้งหมดทั้งปวงผมแค่อยากจะบ่นว่า “โลกสวยผิดตรงไหน”

edit @ 1 Aug 2012 16:45:26 by เตวิรัน(kairyuramon)

วันนี้ผมจะมาพูดถึงประเด็นเรื่องการเห็นแก่ตัวกันครับ ที่อยากพูดไม่ใช่อะไร มันเป็นลักษณะนิสัยของผมโดยตรงเลยล่ะครับ ก็เลยอยากมาเขียนเกี่ยวกับเรื่องความเห็นแก่ตัวซักหน่อย

ใครที่เจอคนมาหลากหลายน่าจะเคยเห็นพวกเห็นแก่ตัวสุด ๆ หรือพวกเห็นแก่คนอื่นสุด ๆ ผมว่าคนแต่ละลักษณะนิสัยก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป อย่างพวกที่เห็นแก่คนอื่นมาก ๆ พวกนี้ผมมองว่าเขาจะคิดออกนอกมาก ห่วงนู่นห่วงนี่ไปหมด คนนั้นคนนี้กินข้าวหรือยัง สบายดีหรือเปล่า หรือว่าถ้าพูดไปแบบนี้เขาจะโกรธไหม ถ้าเขาโกรธเราก็ต้องไปขอโทษ ฯลฯ ทำให้ต้องไปทุกข์ร้อนกับเรื่องของคนอื่นอยู่บ่อย ๆ แต่ข้อดีของพวกนี้ เขามักจะเป็นที่รักของคนหลายคน(แต่อาจจะเป็นที่รำคาญแทนก็ได้ ถ้ามากเกินไป)

ส่วนพวกเห็นแก่ตัวผมมองว่าเขาจะมีนิสัย”ช่างมัน”เก่งแฮะ แบบว่าอันไหนไม่ใช่เรื่องของเราก็จะช่างมันไปเลย ไม่สนใจใยดีทั้งสิ้น มักจะคิดถึงแต่ตัวเองมาก ข้อดีก็คือเขาไม่ต้องไปทุกข์ร้อนอะไรกับใครเท่าไหร่ แต่ข้อเสียคืออาจจะมีปัญหาทางด้านความสัมพันธ์กับคนรอบข้างเพราะว่าไม่ใส่ใจกับคนอื่นเท่าไหร่

ในเมื่อคนที่มีนิสัยเห็นแก่ตัวเป็นพื้นนิสัยต้องการจะปรับปรุงตัวเองควรจะทำอะไรล่ะ

ผมมีความเห็นว่าน่าจะปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ โดยมองว่าการทำความดีหรือการช่วยเหลือคนอื่นมันเป็นการฝึกฝนตนเอง

อย่างเวลาปกติที่ต้องช่วยคนอื่นทำงาน เราอาจจะเหนื่อย อาจจะไม่อยากทำ แต่ถ้าเราเปลี่ยนเป็นการคิดว่า ถ้าทำแล้วมันจะทำให้เราพัฒนาขึ้นมาได้(ไม่ได้คิดจะช่วยคนอื่น แต่คิดว่าจะทำเพื่อตัวเอง) ผมว่าแบบนี้มันจะช่วยจูงใจให้เราสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้มากขึ้น

อีกอย่างก็ลองนึกถึงเป้าหมายของตัวเราซักอย่าง แล้วดึงให้มันมาสัมพันธ์กันให้ได้

อย่างสมัยก่อนเวลาผมโดนเรียกไปสวดมนต์ผมจะขี้เกียจมาก แล้วก็จะเบี้ยวตลอด แต่พอมาพักหลังผมเพิ่งมาคิดได้ว่า “เออ ไอ้เรามันเป็นพวกชอบร้องเพลงนี่หว่า สวดมนต์ให้ดี ๆ มันก็เหมือนฝึกร้องเพลงเหมือนกัน” พอคิดได้แบบนั้นผมก็หันมาสวดมนต์แบบเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง(ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวโดยตรง แต่ผมยกประเด็นนี้มาประยุกต์ใช้)

ดังนั้นถ้าสมมติว่าคุณคิดอยากจะทำงานให้ได้ตำแหน่งสูง ๆ ให้ได้เงินดี ๆ คุณก็คิดซะว่าการช่วยคนอื่นมันเป็นการฝึกฝนตัวเองให้มีทักษะในการอยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ดี แล้วมันก็จะช่วยให้ชนะใจคนอื่นได้มากขึ้น มันก็จะทำให้คุณพยายามที่จะทำเพื่อคนอื่นให้มากขึ้นเอง จะเรียกว่าใช้ความเห็นแก่ตัวเพื่อลดความเห็นแก่ตัวก็ได้

ผมก็ลองยกตัวอย่างให้พอเห็นภาพนะครับ ส่วนท่านไหนจะลองปรับใช้อะไรอย่างไรก็สุดแล้วแต่ท่านเลยครับ

สำหรับวันนี้ก็แค่นี้แหละครับ ไว้เจอกันใหม่บทความหน้าครับ

สวัสดีครับ หายไปนานเลย หลังจากบทความแรก ก็อย่างที่บอกไปผมเขียนตามรายขยัน ขี้เกียจก็หยุดขยันก็เขียนฮ่า ๆ ช่วงนี้ผมก็หนีน้ำท่วมมาอยู่ที่ต่างจังหวัด ว่าง ๆ ก็เลยอยากเขียนบทความขึ้นมา

บทความนี้ผมอยากจะเสนอแนะเรื่องการปรับใจของตัวเราเมื่อเห็นการกระทำความดีของคนอื่นครับ

เรื่องนี้เกิดกับตัวผมเองครับ ช่วงนี้ข่าวน้ำท่วมออกมาเยอะแล้วก็มีผู้บริจาคออกมาเยอะเหมือนกัน หลาย ๆ ที่ก็ออกมาโฆษณาว่าตัวเองบริจาคเท่าไหร่

ประเด็นคือหลังจากที่ผมดูแล้วผมก็เกิดจิตอกุศลขึ้นมาว่า “เอ๊ะ บริจาคทั้งทีแล้วออกมาป่าวประกาศทำไมว่าบริจาคไปเท่าไหร่ แบบนี้ทำดีเอาหน้าชัด ๆ”

ตอนแรกผมก็คิดแบบนี้อยู่นานพอสมควรเลย พอคนในบ้านคุยประเด็นนี้ขึ้นมาว่าดีนะที่เขาบริจาค ผมก็โต้ด้วยประเด็นนี้ไป แต่หลังจากคุยเรื่องนี้จบผมก็มาคิดอีกทีว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ค่อยถูกนี่หว่า

ทำไมผมถึงพูดแบบนั้น เพราะว่าสิ่งที่เขาทำขึ้นมาคือการบริจาคเงินช่วยเหลือคนอื่น อีกอย่างงานที่เขาทำก็งานสุจริต การที่เขาบริจาคเขาก็ได้บุญของเขาแล้ว ไอ้เราแค่นั่งดูเฉย ๆ ไปคิดไม่ดีกับเขาอีก แทนที่จะได้บุญก็ทำให้ใจเราเศร้าหมองเปล่า ๆ

พอคิดแบบนั้นก็เลยมาปรับใจตัวเองว่าเราควรจะยินดีกับการทำความดีมากกว่ามานั่งเตียนคนอื่นแบบนี้นี่หว่า พอคิดได้แบบนั้นผมก็รู้สึกสบายใจขึ้นมา

การยินดีในการทำความดีของบุคคลอื่นในทางพระพุทธศาสนาเขาเรียกว่า”ปัตตานุโมทนามัย” หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการอนุโมทนาบุญนั่นแหละครับ เป็นการทำดีง่าย ๆ ด้วยการไปยินดีกับการกระทำของคนอื่นเท่านั้นเอง

ทำไมทำแบบนี้แล้วถึงได้บุญ ผมมองว่าการที่เรายินดีกับการทำดีของคนอื่นมันมีข้อดีหลายอย่างนะครับ เช่น เป็นการสนับสนุนการทำความดีของคนอื่น ถ้าเราไปพูดแสดงความยินดีกับเขาเวลาเขาทำความดี ก็ถิอว่าเราไปสนับสนุนความดีนั้น คนที่ทำความดีเขาก็มีความภูมิใจที่ตัวเองได้ทำ และอยากจะทำสิ่งแบบนั้นต่อไปอีก

ถึงอย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รับรู้การยินดีของเรา ตัวเรานี่แหละก็จะได้ความสบายใจขึ้นมา อีกทั้งมันก็เป็นเชื้อให้กับตัวเราที่จะสามารถทำความดีแบบนั้นได้เหมือนกัน

การทำดีก็สามารถทำได้ง่าย ๆ แบบนี้นี่แหละครับ บางคนที่ไม่ค่อยได้ทำก็อาจจะลำบากซักหน่อย แต่ถ้าเราสามารถฝึกฝนให้สามารถยินดีกับการทำความดีของคนอื่นได้จากใจจริง ผมมองว่าผลดีมันจะเกิดกับตัวเราขึ้นมาแน่นอน อย่างน้อย ๆ ก็สบายใจกว่าไปด่าเขาล่ะน่า