Diary

     สวัสดีครับ ไม่ได้เจอกันหลายวัน(ใครเขารอกันฟระ) วันนี้ก็จะมากล่าวถึงเรื่องใกล้ ๆตัวกันอีกรอบ ก็คงจะเขียนในเชิงความเห็นของผมเองอะนะ ไม่มีข้อมูลอะไรจากที่ไหนหรอก

     เริ่มเลยละกัน ผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตมันมีผลกับชีวิตเรามากขึ้นเยอะเลยแฮะ จำได้ว่าสมัยก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตนี่ เวลาทำรายงานก็ต้องไปค้นหาข้อมูลในห้องสมุด เสร็จแล้วก็เอามานั่งพิมพ์กันจนมือหงิก แต่เดี๋ยวนี้อะไร ๆก็ง่ายขึ้นเยอะ เด็กสมัยนี้เวลาทำรายงานก็ง่าย ก็อปปี้แปะ ส่ง เรียบเรียงนิดหน่อยก็ได้แล้ว(ไม่ต้องพูดถึงเด็กหรอก ผมก็เป็น จะว่าไป ผมก็ยังเด็กอยู่นี่หว่า)

     โลกอินเตอร์เน็ตที่ผมชอบเข้าไปเล่นก็จะเป็นพวกเว็บบอร์ด มันเป็นอะไรที่ผมโปรดปรานมาตั้งแต่สมัยม.ต้นแล้ว สมัยนั้นผมไปเล่นพวกเว็บบอร์ดธรรมะ ประมูล ฯลฯ(ไม่เห็นเข้ากันเลยเฟร้ย) ก็ไปหาอ่านอะไรต่าง ๆนานาน่ะ แต่กระทู้ที่ผมชอบก็พวกกระทู้ที่ต้องแสดงความคิดเห็น แล้วก็พวกกระทู้ที่ต้องใช้ความคิดน่ะ

    โต ๆมาก็ยังเล่นเว็บบอร์ดอยู่ แต่ว่าก็ไปเล่นพวกเว็บบอร์ดเฉพาะทางมากขึ้น อย่างเช่นบอร์ดการ์ตูนที่เน้นการวาดรูป บอร์ดเกี่ยวกับเพลง เกี่ยวกับการพากย์เป็นต้น ก็เล่นอยู่หลายที่อะนะ ไม่ค่อยอยู่เป็นหลักแหล่ง(แต่ก็อยู่ไม่กี่ที่)

    สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกจากสังคมอินเตอร์เน็ต ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเป็นหรือเปล่านะ ผมว่ามันเป็นเรื่องของความบอบบางน่ะ คนมารู้จักกันโดยที่ไม่ได้เห็นหน้าตา ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงเท่าไหร่ ประมาณว่าไม่ได้เจอตัวจริง ๆของคนที่คุยด้วย เวลาเราเห็นก็เห็นเพียงแง่มุมของคน ๆหนึ่งเท่านั้น อย่างเช่นแนวคิด การกระทำในด้านเดียวของคน ๆนั้น มันเป็นอะไรที่บอบบางมากสำหรับผม ไม่มีความหนักแน่นซักเท่าไหร่

  

     สมมติว่าเราติดตามผลงานของคน ๆหนึ่งในสังคมอินเตอร์เน็ต เราก็เพียงได้แต่รู้จักเขาในด้านการทำผลงาน เขาก็ไม่ได้รู้จักอะไรกับเรา เวลาเขียนความเห็นไปก็เท่านั้น บางคนก็เป็นเพียงคนที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรที่ยั่งยืนเลย

    

     สมมติอีกรอบ สมมติว่าคนคนนั้นได้หายไปจากโลกอินเตอร์เน็ต เราก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหน ติดต่อก็ไม่ได้ ในเมื่อเขาไม่โผล่มาในโลกอินเตอร์เน็ต เราจะไปติดต่อเขาได้อย่างไรเล่า ก็เรามีเพียงโลกอินเตอร์เน็ตนี่นา เบอร์โทรก็ไม่มี หายไปไหนก็ไม่มีใครรู้ แล้วคน ๆนั้นก็จะหายสาบสูญไปอย่างเงียบ ๆ

 

   สมมติว่าผมตายไป คนอื่นก็ไม่รู้หรอกว่าผมหายไปไหน ผมก็จะหายสาบสูญไปจากโลกอินเตอร์เน็ตเช่นกัน ไม่มีใครส่งข่าวให้ท่านรู้หรอกว่าผมหายไปไหน(เพราะผมไม่ได้ให้ไอดีหรือรหัสกับใคร แล้วก็ไม่ได้สั่งเสียใครไว้) ความรู้สึกของผมตอนนี้เลยทำให้ผมคิดว่า โลกอินเตอร์เน็ตมันช่างบอบบางเสียจริง

 

    หลาย ๆท่านอาจจะแย้งอะนะ หลาย ๆคนอาจจะเจอเพื่อนในอินเตอร์เน็ต จนได้รู้จักกันเป็นเพื่อนจริง ๆ แต่ว่าสำหรับผมแล้ว มันยังไม่ใช่ไง ความรู้สึกมันเลยค้าง ๆคา ๆอยู่ตรงนี้ ตัวตนในอินเตอร์เน็ตมันก็เป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมา ถ้าตัวตนนั้นหายไป เราก็จะหายไปจากโลกอินเตอร์เน็ต

    จะมีกี่คนนะที่จะคิดถึงเราบ้าง หรือว่าคนที่เขาหายไปเขาจะคิดถึงคนที่ยังอยู่ไหม ไม่รู้ว่าจริง ๆแล้วสายสัมพันธ์ในโลกอินเตอร์เน็ตมันเข้มข้นแค่ไหนกันนะ ความรู้สึกห่วงหา ความรัก ความผูกพันธ์มันจะมีมากมายสักแค่ไหนกัน

    แต่ถึงโลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าผมยังไม่ตายหรือหายไปไหน ผมก็ยังคงจะอยู่กับมัน

    "แล้วชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไป" 

ทำไมผมถึงชอบการ์ตูน

posted on 07 Aug 2010 18:11 by tewiran in Diary

     วันนี้ลองมานั่งวิเคราะห์ตัวเองหน่อยดีกว่าว่าทำไมถึงชอบการ์ตูน เป็นประเด็นที่ผมลองคิดเล่น ๆในหัวมานานแล้ว อย่างพวกหนังพวกละครผมก็ดูได้นะ แต่ว่าไม่ชอบดูแฮะ ใครชวนไปดูหนังผมก็จะขี้เกียจซะเฉย ๆเลยนะ แบบว่ามันไม่มีความกระตือรือร้นที่จะไปดูอะ(แต่ถ้าได้ไปดูหนังสนุก ๆก็ยอมรับว่าสนุกนะ ชอบด้วย แต่ก็ไม่ค่อยอยากจะไปดูอยู่ดี)

     สาเหตุหนึ่งก็คือผมน่าจะผูกพันธ์กับการ์ตูนมาตั้งแต่เด็ก ๆแล้วแหละ อย่างพวกการ์ตูนยอดนิยมอย่างโดเรม่อนอะไรงี้มันก็เจอกันมานานแล้ว จำได้ว่าการ์ตูนที่ประทับใจมาก ๆตอนเด็ก ๆก็มีเรื่องเกมกลคนอัจฉริยะนี่แหละ รู้สึกว่าจะได้อ่านเล่มแรก(เล่มแปด) ตอนป.ห้า ช่วงนั้นทำเอาบ้าคลั่งเลยล่ะ ถึงขนาดให้น้าสมัครสมาชิกซีคิดให้เลยทีเดียว

    ถัดมาก็ม.ต้น ช่วงนั้นก็บ้า ๆการ์ตูนสายมอนสเตอร์เต็มขั้น บ้าสุด ๆก็ดิจิม่อนภาคแรกตอนม.หนึ่งนี่แล แต่ประเด็นมันยังไม่จบแค่นั้น อย่างไอ้ของ18+นี่ผมก็มาเริ่มกับการ์ตูนนี่แหละ จำได้ดูครั้งแรก(มังงะภาษาญี่ปุ่น)ก็ไปเก็บ ๆมาจากเว็บประมูลนี่แล ต้องรอให้เขามาโพสต์อย่างเดียว ตอนนั้นหาเองยังไม่เป็น

    ต่อมาก็เข้าสู่ยุคโหลดเมะทางเน็ต เรื่องแรกที่ผมโหลดก็คือเรื่องเจปัง ช่วงนั้นดูช่องไอทีวีแล้วติดใจเลยหาบิททางเน็ตเอา เพราะไอ้เรื่องนี้แหละเลยได้เจอเรื่องซัฟเฟิลโดยบังเอิญ แล้วมันก็ชักนำผมเข้าสู่ยุคสมัยอนิเมะอย่างเต็มรูปแบบ(ถ้าจำไม่ผิดช่วงนั้นจะประมาณม.ห้า)

     เอาล่ะ เข้าประเด็นหัวข้อกระทู้ซักทีล่ะนะ(แหม่ ชอบเกริ่นประวัติศาสตร์ตัวเองทุกทีวุ้ย) อยากจะบอกว่าในยุคหลัง ๆนี่ผมชอบดูอนิเมะกับอ่านมังงะแนวความรักมาก ๆ แบบว่ามากกว่าครึ่งที่ผมเสพนี่มีแต่แนวนี้ทั้งนั้น อย่างแนวบู๊ผมก็ชอบนะ แต่ว่ามันไม่ไม่ดึงดูดเท่าแนวความรักอะนะ ก็มีหลาย ๆเรื่องที่ประทับใจ

    กรรม หลุดประเด็นอีกแล้วเรา คราวนี้ผมลองเขียนสรุปเป็นข้อ ๆดีกว่าแฮะ(เขียนเป็นพรืด ๆกลัวคนอ่านเบื่อ)

    1. ความน่ารัก - ผมไม่ได้บอกว่าตัวการ์ตูนดีกว่าคนจริง หรือบอกว่าคนจริงดีกว่าตัวการ์ตูน แต่ผมรู้สึกว่าตัวการ์ตูนมันมีความน่ารักที่คนจริง ๆไม่มีก็เท่านั้น

    2. ความจริงใจ - เนื่องจากการ์ตูนเป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้นมา ตัวละครแต่ละตัวมันมีบทบาทที่ชัดเจนของมัน แต่ละตัวที่เกิดมามันมีนิสัยแบบนั้นเลย เราเลยเชื่อได้เต็ม ๆว่าไอ้ตัวนี้ก็คือตัวนี้ ต่างจากหนังที่มีคนแสดง ยังไงมันก็เป็นแค่การแสดงของคนจริง ๆ เพื่อให้เป็นบทบาทตามตัวละครตามเนื้อเรื่อง

    3. ไร้ขีดจำกัดในการนำเสนอ - จริง ๆหนังยุคใหม่ ๆมันก็ทำได้แล้วล่ะนะ แต่การ์ตูนมันก็ทำดูสมจริงดี แล้วเนื้อเรื่องในการ์ตูนหลาย ๆเรื่องมันก็แปลกใหม่ดี มีซ้ำ ๆกันบ้างแหละ แต่หาอะไรแปลกใหม่ก็ไม่ยากเกินไปนัก สรุปว่าจะแต่งออกไปแนวทางไหนก็ได้ ไม่ต้องนึกถึงความสมจริงนัก

    4. เกินจริง - การ์ตูนมันจะทำอะไรที่คนจริง ๆทำไม่ได้นะ อย่างสัดส่วนตัวละครเนี่ย จะปรับให้หัวโต ตัวเล็ก เตี้ยกว่าคนจริง สูงเกินจริง ใหญ่เกินจริง(อะไรใหญ่ฟระ)อะไรพวกนี้ก็ทำได้ เนื้อเรื่องจะบ้าคลั่งเกินคนก็ได้ อารมณ์จะแสดงเกินจริงก็ได้(วาดหน้าที่คนจริง ๆทำไม่ได้) อย่างพวกHนี่ผมชอบฉากที่มันเอ็กซ์เรย์เข้าไปถึงข้างในแฮะ(โรคจิตจริงตรู) หนังคนแสดงคงทำได้ยากอะนะ(ถ้าทำจริง ๆนี่คงต้องยัดกล้องเข้าไป ยุ่งยากน่าดู) 

    5. ไม่จริง - ข้อนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นหลักเลยนะ คือตัวการ์ตูนมันไม่มีอยู่จริงน่ะ เวลาอ่านเลยรู้สึกว่าไม่ต้องสนใจอะไรมาก อย่างพวก18+เนี่ย ถ้าเป็นคนจริง ๆผมจะรู้สึกสงสารนะ เพราะเธอก็มีตัวตนอยู่จริง ๆ แต่ตัวการ์ตูนเวลาอ่านแล้วผมจะรู้สึกอินอยู่เพียงระดับนึงเท่านั้น เพราอย่างไรผมก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่มีจริง  อีกอย่างก็พวกตัวละครในการ์ตูนทั่ว ๆไปนี่แหละ ถ้าเราไปชอบอะไรในนั้นมันก็ไม่ใช่ของจริง(แต่ผมไม่เคยคลั่งไคล้ตัวละครในการ์ตูนนะ)ดังนั้นเราก็ไม่มีพันธะอะไรผูกพันธ์กับมันเลย ถ้าอยากจะเลิกชอบก็เลิกชอบได้เลย ไม่เหมือนคนจริง ถ้าจะเป็นแฟนกันเนี่ย เรื่องมันเยอะ ถ้าอยากเลิกมันก็มีปัญหาอีกหลาย ๆเรื่อง(ที่พูดนี่ผมยังไม่เคยมีแฟนนะ)

    ที่ผมคิดเล่น ๆก็คงได้ห้าข้อล่ะมั้ง จริง ๆอาจจะมีรายละเอียดยิบย่อยอีกหลาย ๆเรื่องอะนะ แต่ตอนนี้นึกไม่ออก คราวนี้เขียนเสื่อม ๆไปบ้างนิด ๆหน่อย ๆ(รึเปล่า) ไว้คราวหน้าจะลองหาประเด็นแปลก ๆมาเขียนอีกละกัน  

     

โดนเกมเล่นซะแล้ว

posted on 02 Aug 2010 17:20 by tewiran in Diary

     เพิ่งสอบไปตอนเช้าของวันนี้ ก็พอทำได้อยู่บ้างล่ะนะคาดว่าคงได้ราว ๆเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ล่ะมั้ง เอาล่ะ มาทักทายกันหน่อยดีกว่า สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ก็ได้มาพบกันอีกแล้วนะครับ

     ประเด็นของวันนี้ที่อยากพูดก็คือเรื่องของเกม ชีวิตของผมนี่เกี่ยวข้องกับเกมค่อนข้างเยอะอะนะ แต่ก็ไม่แปลกหรอก เด็กรุ่นใหม่ ๆก็ต้องได้เล่นเกมกันหมดนั่นแล แต่ว่าผมมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมันค่อนข้างเยอะน่ะ

    จำได้ว่าช่วงแรกที่ได้เล่นเกมจริง ๆจัง ๆนั้นรู้สึกว่าจะเป็นช่วงที่คอมพิวเตอร์ยังเป็นยุคดอสล่ะมั้ง ตอนนั้นหน้าจอเวลาเลือกเกมจะเป็นจอสีฟ้า ๆ(อารมณ์เดียวกับเวลาเราเข้าไปตั้งค่าของเมนบอร์ดนั่นแหละ) สมัยนั้นก็เริ่มเล่นเกมใหม่ ๆ จำได้ว่าเกมที่ชอบเป็นเกมที่ใช้สมองหน่อย รู้สึกว่าตอนนั้นจะเป็นเกมที่ต้องไปช่วยหมาที่ถูกลักพาตัว

    เกมในยุคต่อมาที่ผมพอจะจำความได้ก็คือเกมเพลย์สเตชันรุ่นแรกเลย ช่วงนั้นก็ได้เล่น แต่ไม่มีเครื่องเป็นของตัวเองหรอกนะ ต้องไปยืมพี่ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันมาเล่น แถมผมดันมีนิสัยไม่ค่อยดีด้วยสิ แบบว่ายืมมาแล้วชอบเอามาเก็บไว้ไม่ยอมคืน ต้องรอให้เขามาทวงก่อนถึงจะเอาไปคืน เกมยุคนี้ที่ผมประทับใจก็คือไฟนอลเจ็ดนั่นแล จำได้ว่าเป็นเกมที่ตัวเองใช้เมมโมรี่การ์ดเกมเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเล่นไม่จบหรอกนะ จำได้ว่าเล่นไปถึงแค่ตึกชินระเอง แต่ก็รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ยาวนานมากสำหรับเด็กประถม

    ถัดมาเป็นยุคที่เกมออนไลน์เข้ามาใหม่ ๆ เกมแรกที่ผมได้เล่นก็เป็นเกมยอดฮิตอย่างแร็คนาร็อคนั่นเอง เกมนี้ก็ไปรู้จักมาจากเพื่อนข้างบ้าน จำได้ว่าติดงอมแงมเลยตอนที่มาใหม่ ๆ จำได้ว่าตอนนั้นเล่นอาชีพนักธนู แต่ว่าผมเป็นพวกเล่นเกมอย่างครึ่ง ๆกลาง ๆนี่สิ เก็บเลเวลก็ไม่ถึงไหน ยิงหนอนดินได้แป๊บ ๆก็เบื่อ ก็เลยจบที่เลเวลสี่สิบนิด ๆนั่นแล ความสนุกของผมตอนนั้นคือการได้เดินเที่ยวไปหลาย ๆที่ ยิงตัวนั้นบ้างตัวนี้บ้าง อีกอย่างที่ชอบคือการซื้อไม้ผีมาหักเล่นแล้วลุ้นให้ตัวเจ๋ง ๆโผล่มา มีเงินไม่เท่าไหร่หรอกนะ ซื้อมาหักสองสามอันก็หมดตัวซะแล้ว แต่ก็ยังจะซื้อมาหักเล่นอีกนะ(ความสะใจส่วนตัว)

     จริง ๆที่เล่ามาไม่มีอะไรมากหรอก แต่รู้สึกว่าตัวเองเป็นพวกติดอะไรงอมแงมเหมือนกัน ตอนนั้นนั่งเล่นยันดึก ๆดื่น ๆ พอไม่มีคนคุมก็เล่นซะเละเทะเลย

    ล่าสุดนี่ก็เพิ่งโหลดเกมจีบสาวมาเล่น(Amagami) เป็นเกมจีบสาวภาษาญี่ปุ่นเกมแรกที่ได้เล่น ตอนแรกกะจะแค่ลองเล่นนิดเดียวนะ แบบว่าลองลองดูว่าระบบเป็นอย่างไรบ้าง ผมก็ภาษาญ๊่ปุ่นกิ๊กก๊อกมาก ๆ อ่านก็ได้แต่คำสั้น ๆ คันจิก็โง่สุด ๆ สรุปว่า อ่านไม่รู้เรื่อง เวลาเจอคำพูดก็กดข้ามไป(ปุ่มกากบาท) ก็มั่ว ๆเกรียน ๆไป เก็บอีเวนต์นู่นตามประสาเกมแนวนี้(ใครเคยเล่นก็คงรู้ดี) เริ่มเล่นราว ๆตีสอง ก็เล่นไปเรื่อย ๆ ตอนแรกจะจีบกับคนนึง แต่ว่าดันหาอีเวนต์ต่อไม่ได้ เลยเปลียนใจมาจีบอีกคน ก็เล่นจนจบไปหนึ่งรอบ แถมต้องกดโหลดกดรีกดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อหาหนทางไปสู่อีเวนต์ถัดไป

    ต่อมาก็ลองเปลี่ยนไปจีบเป้าหมายหลักตอนแรก คราวนี้ล่ะนะ ลืมเวลาไปเลย แบบว่าเห็นนาฬิกาเป็นของประดับในบ้าน เงยขึ้นมองก็หกโมงเช้าแล้ว แต่ก็ยังเล่นต่อไป รู้สึกว่าการจีบคนนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ต้องโหลดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสามารถอัพระดับความสัมพันธ์ได้ สรุปว่ารู้สึกตัวอีกทีก็บ่ายสองแล้ว

    ความน่าสะพรึงกลัวมันเริ่มจากตรงนี้ ปัญหาหลักคือ วันถัดไปดันมีสอบนี่สิ แถมเริ่มสอบตอนเก้าโมงเช้า ถ้าเริ่มอ่านตอนบ่ายก็จะมีเวลาประมาณสิบเก้าชั่วโมง หักเวลานอน เวลากินข้าว เวลาอื่น ๆไปอีกก็แทบไม่เหลือแล้ว ปัญหาถัดมาก็คือเมื่อวานยังไม่ได้นอน ถ้าไปอ่านก็คงไม่รู้เรื่อง ผมเลยเริ่มจากการกินข้าว(เช้าบวกกลางวัน) แล้วไปนอน ตั้วนาฬิกาปลุกไว้ตอนห้าโมง(สรุปว่าได้นอนสามชั่วโมง) เสร็จแล้วก็มากินข้าวเย็น ทำธุระอะไรนิดหน่อยแล้วก็อ่านยาวเลยจนถึงตีหนึ่ง อ่านไปก็ปวดหัวไปอะนะ แต่ทำอย่างไรได้ พรุ่งนี้สอบนี่หว่า

    ผมเลยคิดได้ว่า ที่ผมเล่นเกมนี่มันไม่ใช่หรอกนะ ผมโดนเกมมันเล่นไปซะแล้ว บางทีการเล่นอะไรไปนาน ๆเนี่ย อารมณ์ร่วมมันจะหายนะ แบบว่าเราจะเล่นเหมือนกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราไปน่ะ ทำให้เราสามารถทำต่อเนื่องได้โดยไม่รู้สึกอะไรเลย(ไม่รู้สึกหิวหรือง่วง) ไป ๆมา ๆก็เหมือนกับว่าเราเป็นเครื่องเล่นเกมนั่นแหละ แล้วเกมมันก็นั่งเล่นเราแทน น่ากลัวจริง ๆ

    อีกประเด็นที่อยากพูดคือเวลาตั้งใจจะทำอะไรแล้วน่ะ พยายามทำให้ได้หน่อย(บอกตัวเอง) บอกว่าจะเลิกตอนนั้นตอนนี้ก็เลิกซะ อย่าผลัดสัญญาใจของตัวเอง ถ้าผลัดบ่อย ๆมันจะติดเป็นนิสัย แล้วจะเจอปัญหาแบบผม เวลาเล่นเกมก็มีสติหน่อย รู้ว่าอะไรควรไม่ควร อย่าไปเพลินกับมันเกินเหตุ ก็ขอฝากไว้สำหรับวันนี้